การบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีพระราชกฤษฎีกา
ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
พ.ศ.2546
-------------------
ภูมิพลอดุลยเดช  ป.ร.
ให้ไว้  ณ วันที่  ๙  ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๔๖
เป็นปีที่  ๕๘ ในรัชการปัจจุบัน


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า  ฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา๒๒๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา
๓/๑  และมาตรา ๗๑/๑๐(๕) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน  พ.ศ.
๒๕๓๔  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 
(ฉบับที่  ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้  ดังต่อไปนี้
มาตรา๑
พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า“พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้าเมืองที่ดีพ.ศ.๒๕๔๖”
มาตรา ๒
พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา๓
การปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกานี้ในเรื่องใดสมควรที่ส่วนราชการใดจะปฏิบัติเมื่อใด
และจะต้องมีเงื่อนไขอย่างใด 
ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอแนะของ  ก.พ.ร.
มาตรา๔ ในพระราชกฤษฎีกานี้
“ส่วนราชการ” หมายความว่า ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง
กรมและหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของราชการฝ่ายบริหารแต่ไม่รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
“รัฐวิสาหกิจ” หมายความว่า
รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา
“ข้าราชการ” หมายความรวมถึงพนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานในส่วนราชการ
มาตรา๕ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้       หมวด  ๑
การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
มาตรา๖ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ได้แก่
การบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังต่อไปนี้
(๑)เกิดผลประโยชน์สุขของประชาชน
(๒)เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
(๓) มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ
(๔)ไม่มีขั้นตอนในการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น
(๕)มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์
(๖)ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ
(๗)มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ

หมวด  ๒
การบริหารราชการเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขของประชาชน
มาตรา๗ การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน  หมายถึง
การปฏิบัติราชการที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความผาสุกและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนความสงบ
และปลอดภัยของสังคมส่วนรวม
ตลอดจนประโยชน์สูงสุดของประเทศ
มาตรา๘
ในการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนส่วนราชการจะต้องดำเนินการโดยถือว่า
ประชาชนเป็นศูนย์กลางที่จะได้รับการบริการจากรัฐและจะต้องมีแนวทางการบริหารราชการดังต่อไปนี้
(๑) การกำหนดภารกิจของรัฐและส่วนราชการต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา๗
และสอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐและนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา
(๒)การปฏิบัติภารกิจของส่วนราชการต้องเป็นไปโดยซื่อสัตย์สุจริต 
สามารถตรวจสอบได้
และมุ่งให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น
(๓)ก่อนเริ่มดำเนินการส่วนราชการต้องจัดให้มีการศึกษาวิเคราะห์ผลดีและผลเสียให้ครบถ้วนทุกด้าน
กำหนดขั้นตอนการดำเนินการที่โปร่งใส  มีกลไกตรวจสอบการดำเนินการในแต่ละ  ขั้นตอน
ในกรณีที่ภารกิจใดจะมีผลกระทบต่อประชาชนส่วนราชการต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของ
ประชาชนหรือชี้แจงทำความเข้าใจเพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงผลประโยชน์ที่ส่วนรวมจะได้รับ
จากภารกิจนั้น
(๔)ให้เป็นหน้าที่ขอข้าราชการที่จะต้องคอยรับฟังความคิดเห็นและความพึงพอใจของสังคม
โดยรวมและประชาชนผู้รับบริการ
เพื่อปรับปรุงหรือเสนอแนะต่อผู้บังคับบัญชา
เพื่อให้มีการปรับปรุงวิธีปฏิบัติราชการให้เหมาะสม
(๕)ในกรณีที่เกิดปัญหาและอุปสรรคจากการดำเนินการ 
ให้ส่วนราชการดำเนินการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคนั้นโดยเร็ว
ในกรณีที่ปัญหาหรืออุปสรรคนั้นเกิดขึ้นจากส่วนราชการอื่นหรือระเบียบข้อบังคับที่ออก
โดยส่วนราชการอื่น
ให้ส่วนราชการแจ้งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุงโดยเร็ว
ต่อไป และให้แจ้ง  ก.พ.ร.  ทราบด้วย
การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง
ให้ส่วนราชการกำหนดวิธีปฏิบัติให้เหมาะสมกับภารกิจแต่ละเรื่องทั้งนี้  ก.พ.ร.
จะกำหนดแนวทางการดำเนินการทั่วไปให้ส่วนราชการปฏิบัติให้เป็นไปตามมารตรานี้ด้วยก็ได้

หมวด  ๓
การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
มาตรา๙
การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐให้ส่วนราชการปฏิบัติดังต่อไปนี้
(๑)ก่อนจะดำเนินการตามภารกิจใดส่วนราชการต้องจัดทำแผนปฏิบัติราชการไว้เป็นการล่วงหน้า
(๒) การกำหนดแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการตาม  (๑)
ต้องมีรายละเอียดของขั้นตอนระยะเวลาและงบประมาณที่จะต้องใช้ในการดำเนินการของแต่ละ
ขั้นตอนเป้าหมายของภารกิจ
ผลสัมฤทธิ์ของภารกิจ และตัวชี้วัดความสำเร็จของภารกิจ
(๓)ส่วนราชการต้องจัดให้มีการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติราชการตาม
หลักเกณฑ์และวิธีการที่ส่วนรวมราชการกำหนดขึ้น
ซึ่งต้องสอดคล้องกับมาตรฐานที่ก.พ.ร.กำหนด
(๔)ในกรณีที่การปฏิบัติภารกิจ
หรือการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติราชการเกิดผลกระทบต่อประชาชน
ให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการที่จะต้องดำเนินการแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบนั้น 
หรือเปลี่ยนแผนปฏิบัติราชการให้เหมาะสม
มาตรา๑๐
ในกรณีที่ภารกิจใดมีความเกี่ยวข้องกับหลายส่วนราชการหรือเป็นภารกิจที่ใกล้เคียงหรือต่อเนื่องกัน
ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนั้นกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการเพื่อให้เกิดการบริหารราชการแบบ
บูรณการร่วมกัน
โดยมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
ให้ส่วนราชการมีหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติราชการของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือหัวหน้าคณะผู้แทน
ในต่างประเทศ
เพื่อให้การบริหารราชการแบบบูรณาการในจังหวัดหรือในต่างประเทศ  แล้วแต่กรณี
สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายได้ครบถ้วนตามความจำเป็นและบริหารราชการได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
มาตรา๑๑ ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ
เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ
โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลผลความรู้ในด้านต่าง
ๆเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้อง  รวมเร็ว 
และเหมาะสมกับสถานการณ์ 
รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถสร้างวิสัยทัศน์และปรับเปลี่ยนทัศนคติของ
ข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกัน
ทั้งนี้ 
เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการให้สอดคล้องกับการบริหารราชการให้เกิด
สัมฤทธิ์ตามพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา๑๒ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการให้เกิดสัมฤทธิ์  ก.พ.ร.
อาจเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดมาตรการกำกับการปฏิบัติราชการ 
โดยวิธีการจัดทำความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรหรือโดยวิธีการอื่นใด
เพื่อแสดงความรับผิดชอบให้การปฏิบัติราชการ
มาตรา๑๓
ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีแผนการบริหารราชการแผ่นดินตลอดระยะเวลาการบริหารราชการของ
คณะรัฐมนตรี
เมื่อคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว  ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี 
สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 
และสำนักงบประมาณร่วมกันจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน
เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในแผนการบริหารราชการแผ่นดินตามวรรคหนึ่งแล้ว  
ให้มีผลผูกผันคณะรัฐมนตรี  รัฐมนตรี  และส่วนราชการ 
ที่จะต้องดำเนินการจัดทำภารกิจให้เป็นไปตามแผนการบริหารราชการแผ่นดินนั้น
มาตรา๑๔ ในการจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดินตามมาตรา ๑๓ 
ให้จัดทำเป็นแผนสี่ปี
โดยนำนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภามาพิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกับแนวนโยบาย
พื้นฐานแห่งรัฐตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
และแผนพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้อง  ทั้งนี้ 
อย่างน้อยจะต้องมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ของงาน
ส่วนราชการหรือบุคคลที่จะรับผิดชอบในแต่ละภารกิจ 
ประมาณการรายได้และรายจ่ายและทรัพยากรต่างๆ ที่จะต้องใช้ระยะเวลาการดำเนินการ
และการติดตามประเมินผล
มาตรา๑๕ เมื่อมีการประกาศใช้บังคับแผนการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว
ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีร่วมกันพิจารณาจัดทำแผน
นิติบัญญัติ
โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายที่จะต้องจัดให้มีขึ้นใหม่หรือกฎหมายที่ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติม
หรือยกเลิกให้สอดคล้องกับแผนการบริหารราชการแผ่นดิน
ส่วนราชการผู้รับผิดชอบ  และระยะเวลาที่ต้องดำเนินการ
แผนนิติบัญญัตินั้นเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนัก
เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแล้ว
ให้มีผลผูกพันส่วนราชการที่เกี่ยวข้องที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น
ในกรณีที่เห็นสมควร
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอาจเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำ
แผนนิติบัญญัติเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการปฏิบัติงานก็ได้
มาตรา๑๖ ให้ส่วนราชการจัดทำแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการนั้น  โดยจัดทำแผน 
สี่ปี ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแผนการบริหารราชการแผ่นดินตามมาตรา ๑๓
ในแต่ละปีงบประมาณให้ส่วนราชการจัดทำแผนกปฏิบัติราชการประจำปีโดยให้ระบุสาระสำคัญ
เกี่ยวกับนโยบายการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ
เป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ของงาน 
รวมทั้งประมาณการรายได้และรายจ่ายและทรัพยากรอื่นที่ต้องใช้ 
เสนอต่อรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ
เมื่อรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการใดตามวรรคสองแล้ว
ให้สำนักงบประมาณดำเนินการจัดสรรงบประมาณเพื่อปฏิบัติงานให้บรรลุผลสำเร็จในแต่ละ
ภารกิจตามแผนปฏิบัติราชการดังกล่าว
ในกรณีที่ส่วนราชการมิได้เสนอแผนปฏิบัติราชการในภารกิจใดหรือภารกิจใดไม่ได้รับความ
เห็นชอบจากรัฐมนตรี
มิให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณสำหรับภารกิจนั้น
เมื่อสิ้นปีงบประมาณให้ส่วนราชการจัดทำรายงานแสดงผลสัมฤทธิ์ของปฏิบัติราชการประจำปี
เสนอต่อคณะรัฐมนตรี
มาตรา๑๗
ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณกำหนดให้ส่วนราชการต้องจัดทำแผนปฏิบัติราชการ
เพื่อขอรับงบประมาณ
ให้สำนักงบประมาณและ  ก.พ.ร.
ร่วมกันกำหนดแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติราชการตามมาตรา ๑๖
ให้สามารถใช้ได้กับแผนปฏิบัติราชการที่ต้องจัดทำตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
ทั้งนี้ เพื่อมิให้เพิ่มภาระงานในการจัดทำแผนจนเกินสมควร
มาตรา๑๘
เมื่อมีกำหนดงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการใดแล้วการโอน
งบประมาณจากภารกิจหนึ่งตามที่กำหนดในแผนปฏิบัติราชการไปดำเนินการอย่างอื่น 
ซึ่งมีผลทำให้ภารกิจเดิมไม่บรรลุเป้าหมายหรือนำไปใช้ในภารกิจใหม่ที่มิได้กำหนดในแผน
ปฏิบัติราชการ
จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ปรับแผนปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกันแล้ว
การปรับแผนปฏิบัติราชการตามวรรคหนึ่งจะกระทำได้เฉพาะในกรณีที่งานหรือภารกิจใดไม่อาจ
ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ต่อไปได้
หรือหมดความจำเป็นหรือไม่เป็นประโยชน์
หรือหากดำเนินการต่อไปจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น 
หรือมีความจำเป็นอย่างอื่นอันไม่อาจหลีกเหลี่ยงได้
ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของแผนปฏิบัติราชการ
เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ปรับแผนปฏิบัติราชการแล้ว
ให้ดำเนินการแก้ไขแผนการบริหารราชการแผ่นดินให้สอดคล้องกันด้วย
มาตรา๑๙ เมื่อนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง
ให้หัวหน้าส่วนราชการมีหน้าที่สรุปผลการปฏิบัติราชการและให้ข้อมูลต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่
ตามที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่สั่งการ
ทั้งนี้ เพื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะได้ใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณากำหนดนโยบายการบริหาร
ราชการแผ่นดินต่อไป

หมวด  ๔
การบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพ
และเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ
มาตรา๒๐ เพื่อให้การปฏิบัติราชการภายในส่วนราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ให้ส่วนราชการกำหนดเป้าหมายแผนการทำงาน ระยะเวลาแล้วเสร็จของงานหรือโครงการ
และงบประมาณที่จะต้องใช้ในแต่ละงานหรือโครงการ
และต้องเผยแพร่ให้ข้าราชการและประชาชนทราบทั่วกันด้วย
มาตรา๒๑ ให้ส่วนราชการจัดทำบัญชีต้นทุนในงานบริการสาธารณะแต่ละประเภทขึ้น 
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรมบัญชีกลางกำหนด
ให้ส่วนราชการคำนวณรายจ่ายต่อหน่วยของงานบริการสาธารณะที่อยู่ในความรับผิดชอบของส่วน
ราชการนั้นตามระยะเวลาที่กรมบัญชีกลางกำหนดและรายงานให้สำนักงบประมาณ
กรมบัญชีกลาง และ  ก.พ.ร.  ทราบ
ในกรณีที่รายจ่ายต่อหน่วยของงานบริการสาธารณะใดของส่วนราชการใดสูงกว่ารายจ่ายต่อหน่วย
ของงานบริการสาธารณะประเภทและคุณภาพเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันของส่วนราชการอื่นให้ส่วน
ราชการนั้นจัดทำแผนการลดรายจ่ายต่อหน่วยของงานบริการสาธารณะดังกล่าวเสนอสำนักงบประมาณ
กรมบัญชีกลาง  และ ก.พ.ร.  ทราบ 
และถ้ามิได้มีข้อทักท้วงประการใดภายในสิบห้าวันก็ให้ส่วนราชการดังกล่าวถือปฏิบัติตามแผนการ
ลดรายจ่ายนั้นต่อไปได้
มาตรา๒๒ ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
และสำนักงบประมาณร่วมกันจัดให้มีการประเมินความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจของรัฐที่ส่วน
ราชการดำเนินการอยู่เพื่อรายงานคณะรัฐมนตรีสำหรับเป็นแนวทางในการพิจารณาว่าภารกิจ
ใดสมควรที่จะได้ดำเนินการต่อไปหรือยุบเลิก
และเพื่อประโยชน์ในการจัดตั้งงบประมาณของส่วนราชการในปีต่อไป  ทั้งนี้ 
ตามระยะเวลาที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
ในการประเมินความคุ้มค่าตามวรรคหนึ่ง 
ให้คำนึงถึงประเภทและสภาพของแต่ละภารกิจ
ความเป็นไปได้ของภารกิจหรือโครงการที่ดำเนินการ
ประโยชน์ที่รัฐและประชาชนจะพึงได้และรายจ่ายที่ต้องเสียไปก่อนและหลังที่ส่วนราชกา
ดำเนินการด้วย
ความคุ้มค่าตามาตรานี้ ให้หมายความถึงประโยชน์หรือผลเสียทางสังคม 
และประโยชน์หรือผลเสียอื่น  ซึ่งไม่อาจคำนวณเป็นตัวเงินได้
มาตรา๒๓ ในการจัดซื้อหรือจัดจ้าง
ให้ส่วนราชการดำเนินการโดยเปิดเผยและเที่ยงธรรม
โดยพิจารณาถึงประโยชน์และผลเสียทางสังคม  ภาระต่อประชาชน  คุณภาพ 
วัตถุประสงค์ที่จะใช้
ราคาและประโยชน์ระยะยาวของส่วนราชการที่จะได้รับประกอบกัน
ในกรณีที่วัตถุประสงค์ในการใช้เป็นเหตุให้ต้องคำนึงถึงคุณภาพและการดูแลรักษาเป็นสำคัญ
ให้สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องถือราคาต่ำสุดในการเสนอซื้อหรือจ้างเสมอไป
ให้ส่วนราชการที่มีหน้าที่ดูแลระเบียบเกี่ยวกับการพัสดุปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้
ส่วนราชการดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรา๒๔ ในการปฏิบัติภารกิจใด หากส่วนราชการจำเป็นต้องได้รับอนุญาต อนุมัติ
หรือความเห็นชอบจากส่วนราชการอื่นตามที่มีกฎหมาย  กฎ ระเบียบ  ข้อบังคับ 
ประกาศ  หรือมติคณะรัฐมนตรีกำหนด  ให้ส่วนราชการที่มีอำนาจอนุญาต  อนุมัติ 
หรือให้ความเห็นชอบดังกล่าว
แจ้งผลการพิจารณาให้ส่วนราชการที่ยื่นคำขอทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
ในกรณีที่เรื่องใดมีกฎหมาย  กฎ ระเบียบ  ข้อบังคับ  ประกาศ
หรือมติคณะรัฐมนตรีกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติไว้ 
และขั้นตอนการปฏิบัตินั้นต้องใช้ระยะเวลาเกินสิบห้าวัน 
ให้ส่วนราชการที่มีอำนาจอนุญาต  อนุมัติ
หรือให้ความเห็นชอบประกาศกำหนดระยะเวลาการพิจารณาไว้ให้ส่วนราชการอื่นทราบ
ส่วนราชการใดที่มีอำนาจอนุญาต  อนุมัติ  หรือให้ความเห็นชอบ
มิได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง 
หากเกิดความเสียหายใดขึ้น ให้ถือว่าข้าราชการซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องและ 
หัวหน้าส่วนราชการนั้นประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าความล่าช้านั้นมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของตน
มาตรา๒๕ ในการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาใด ๆ
ให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการที่รับผิดชอบในปัญหานั้นๆ
จะต้องพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดโดยเร็ว การตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาวินิจฉัย
ให้ดำเนินการได้เท่าที่จำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ในการพิจารณาเรื่องใดๆ โดยคณะกรรมการ เมื่อคณะกรรมการมีมติเป็นประการใดแล้ว 
ให้มติของคณะกรรมการผูกพันส่วนราชการซึ่งมีผู้แทนร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย
แม้ว่าในการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องนั้นผู้แทนของส่วนราชการที่เป็นกรรมการฝ่ายข้างน้อยไว้
ให้ปรากฏในเรื่องนั้นด้วย
ความผูกพันที่กำหนดไว้ในวรรคสอง
มิให้ใช้บังคับกับการวินิจฉัยในปัญหาด้านกฎหมาย
มาตรา๒๖ การสั่งราชการโดยปกติให้กระทำเป็นลายลักษณ์อักษร
เว้นแต่ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชามีความจำเป็นที่ไม่อาจสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรในขณะนั้น
จะสั่งราชการด้วยวาจาก็ได้ 
แต่ให้ผู้รับคำสั่งนั้นบันทึกคำสั่งด้วยวาจาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและเมื่อได้ปฏิบัติราชการ
ตามคำสั่งดังกล่าวแล้ว
ให้บันทึกรายงานให้ผู้สั่งราชการทราบ 
ในบันทึกให้อ้างอิงคำสั่งด้วยวาจาไว้ด้วย
หมวด  ๕
การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน
มาตรา๒๗ ให้ส่วนราชการจัดให้มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจเกี่ยวกับการสั่ง 
การอนุญาต  การอนุมัติ  การปฏิบัติราชการ 
หรือการดำเนินการอื่นใดของผู้ดำรงตำแหน่งใดให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบ
ในการดำเนินการในเรื่องนั้นโดยตรง
เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและลดขั้นตอนการปฏิบัติราชการ  ทั้งนี้
ในการกระจายอำนาจการตัดสินใจดังกล่าวต้องมุ่งผลให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วในการ
บริการประชาชน
เมื่อได้มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจตามวรรคหนึ่งแล้ว 
ให้ส่วนราชการกำหนดหลักเกณฑ์การควบคุม 
ติดตามและกำกับดูแลการใช้อำนาจและความรับผิดชอบของผู้รับมอบอำนาจและผู้มอบอำนาจไว้ด้วย
หลักเกณฑ์ดังกล่าวต้องไม่สร้างขั้นตอนหรือการกลั่นกรองงานที่ไม่จำเป็นในการปฏิบัติงานของ
ข้าราชการ
ในการนี้
หากสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศหรือโทรคมนาคมแล้วจะเป็นการลดขั้นตอนเพิ่ม
ประสิทธิภาพและประหยัดค่าใช้จ่าย
รวมทั้งไม่เกิดผลเสียหายแก่ราชการ
ให้ส่วนราชการดำเนินการให้ข้าราชการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศหรือโทรคมนาคมตามความ
เหมาะสมและกำลังเงินงบประมาณ
เมื่อส่วนราชการใดได้มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจตามวรรคหนึ่ง
หรือได้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศหรือโทรคมนาคมตามวรรคสองแล้ว
ให้ส่วนราชการนั้นเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป
มาตรา๒๘ เพื่อประโยชน์ในการกระจายอำนาจการตัดสินใจ ตามมาตรา ๒๗
ก.พ.ร.ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการหรือแนวทางในกา
กระจายอำนาจการตัดสินใจ
ความรับผิดชอบระหว่างผู้รับมอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ
และการลดขั้นตอนในการปฏิบัติราชการให้ส่วนราชการถือปฏิบัติได้
มาตรา๒๙
ในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการบริการประชาชนหรือการติดต่อประสานงานระหว่าง
ส่วนราชการด้วยกัน
ให้ส่วนราชการแต่ละแห่งจัดทำแผนภูมิขั้นตอนและระยะเวลาการดำเนินการรวมทั้งรายละเอียดอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอนเปิดเผยไว้ ณ
ที่ทำการของส่วนราชการและในระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการ
เพื่อให้ประชาชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจดูได้
มาตรา๓๐ ในกระทรวงหนึ่ง
ให้เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงที่จะต้องจัดให้ส่วนราชการภายในกระทรวงที่รับผิดชอบปฏิบัติงาน
เกี่ยวกับการบริการประชาชนร่วมกันจัดตั้งศูนย์บริการร่วม
เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือกฎอื่นใด 
ทั้งนี้  เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อสอบถาม  ขอทราบข้อมูล  ขออนุญาต 
หรือขออนุมัติในเรื่องใด ๆ
ที่เป็นอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการในกระทรวงเดียวกัน  โดยติดต่อเจ้าหน้าที่
ณศูนย์บริการร่วมเพียงแห่งเดียว
มาตรา๓๑ ในศูนย์บริการร่วมตาม  มาตรา ๓๐ 
ให้จัดให้มีเจ้าหน้าที่รับเรื่องราวต่างๆ
และดำเนินการส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป
โดยให้มีข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของทุกส่วนราชการในกระทรวงรวมทั้ง
แบบคำของต่าง
ๆ ไว้ให้พร้อมที่จะบริการประชาชนได้  ณ ศูนย์บริการร่วม
ให้เป็นหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องที่จะต้องจัดพิมพ์รายละเอียดของเอกสารหลักฐานที่ประชาชน
จะต้องจัดหามาในการขออนุมัติหรือขออนุญาตในแต่ละเรื่องมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการร่วม
และให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการร่วมที่จะต้องแจ้งให้ประชาชนที่มาติดต่อได้ทราบในครั้งแรก
ที่มาติดต่อและตรวจสอบว่าเอกสารหลักฐานที่จำเป็นดังกล่าวนั้นประชาชนได้ยื่นมาครบถ้วนหรือไม่
พร้อมทั้งแจ้งให้ทราบถึงระยะเวลาที่จะต้องใช้ดำเนินการในเรื่องนั้น
ในการยื่นคำร้องหรือคำขอต่อศูนย์บริการร่วมตามมาตรา๓๐
ให้ถือว่าเป็นการยื่นต่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามที่ระบุไว้ในกฎหมายหรือกฎแล้ว
ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง
หากมีปัญหาหรืออุปสรรคในการปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด
ในกฎหมายหรือกฎในเรื่องใด
ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องแจ้งให้ ก.พ.ร.ทราบ
เพื่อดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการตามกฎหมายหรือ
กฎนั้นต่อไป
มาตรา๓๒ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ
และปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอจัดให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบดำเนินการเกี่ยว
กับการบริการประชาชนในเรื่องเดียวกันหรือต่อเนื่องกันในจังหวัด
อำเภอ  หรือกิ่งอำเภอนั้น  ร่วมกันจัดตั้งศูนย์บริการร่วมไว้ ณ 
ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอหรือที่ว่าการกิ่งอำเภอ 
หรือสถานที่อื่นตามที่เห็นสมควร  โดยประกาศให้ประชาชนทราบ 
และให้นำความในมาตรา ๓๐  และมาตรา ๓๑  มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

หมวด  ๖
การปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการ
มาตรา๓๓
ให้ส่วนราชการจัดให้มีการทบทวนภารกิจของตนว่าภารกิจใดมีความจำเป็นหรือสมควรที่จะ
ได้ดำเนินการต่อไปหรือไม่
โดยคำนึงถึงแผนการบริหารราชการแผ่นดิน  นโยบายของคณะรัฐมนตรี 
กำลังเงินงบประมาณของประเทศ  ความคุ้มค่าของภารกิจและสถานการณ์อื่นประกอบกัน
กำหนดเวลาในการจัดให้มีการทบทวนตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่ก.พ.ร.กำหนด
ในกรณีที่ส่วนราชการเห็นควรยกเลิก  ปรับปรุง  หรือเปลี่ยนแปลงภารกิจ 
ให้ส่วนราชการดำเนินการปรับปรุงอำนาจหน้าที่  โครงสร้าง  และอัตรากำลัง 
ของส่วนราชการให้สอดคล้องกัน
และเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อดำเนินการต่อไป
ในกรณีที่ก.พ.ร.
พิจารณาแล้วเห็นว่าภารกิจของรัฐที่ส่วนราชการใดรับผิดชอบดำเนินการอยู่สมควรเปลี่ยนแปลง
ยกเลิก  หรือเพิ่มเติม  ให้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา 
เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว  ให้ส่วนราชการนั้นดำเนินการปรับปรุงภารกิจ 
อำนาจหน้าที่ โครงสร้างและอัตรากำลังของส่วนราชการนั้นให้สอดคล้องกัน
มาตรา๓๔ ในกรณีที่มีการยุบเลิก  โอน หรือรวมส่วนราชการใดทั้งหมดหรือบางส่วน 
ห้ามมิให้จัดตั้งส่วนราชการที่มีภารกิจหรืออำนาจหน้าที่ที่มีลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน
กับส่วนราชการดังกล่าวขึ้นอีก
เว้นแต่มีการเปลี่ยนแปลงแผนการบริหารราชการแผ่นดิน
และมีเหตุผลจำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ 
หรือรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน  และโดยได้รับความเห็นชอบจาก ก.พ.ร.
มาตรา๓๕ ส่วนราชการมีหน้าที่สำรวจ ตรวจสอบ  และทบทวนกฎหมาย  กฎ ระเบียบ 
ข้อบังคับ  และประกาศ  ที่อยู่ในความรับผิดชอบ  เพื่อดำเนินการยกเลิก 
ปรับปรุง  หรือจัดให้มีกฎหมาย  กฎ ระเบียบ  ข้อบังคับ  หรือประกาศขึ้นใหม่ 
ให้ทันสมัยและเหมาะสมกับสภาวการณ์  หรือสอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ 
สังคม  และความมั่นคงของประเทศ  ทั้งนี้
โดยคำนึงถึงความสะดวกรวดเร็วและลดภาระของประชาชนเป็นสำคัญ
ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง 
ให้ส่วนราชการนำความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะของประชาชนมาประกอบการพิจารณาด้วย
มาตรา๓๖ ในกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่ากฎหมาย  กฎ ระเบียบ 
ข้อบังคับ  หรือประกาศ  ที่อยู่ในความรับผิดชอบของส่วนราชการใด
ไม่สอดคล้องหรือเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน 
ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประเทศ 
เป็นอุปสรรคต่อการประกอบกิจการหรือการดำรงชีวิตของประชาชน 
หรือก่อให้เกิดภาระหรือความยุ่งยากต่อประชาชนเกินสมควร 
ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอแนะต่อส่วนราชการนั้นเพื่อดำเนินการแก้ไข 
ปรับปรุง  หรือยกเลิกโดยเร็วต่อไป
ในกรณีที่ส่วนราชการที่ได้รับการเสนอแนะไม่เห็นชอบด้วยกับคำเสนอแนะของสำนักงาน
คณะกรรมการกฤษฎีกา
ให้เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาวินิจฉัย

หมวด  ๗
การอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน
มาตรา๓๗ ในการปฏิบัติราชการที่เกี่ยวข้องกับการบริการประชาชนหรือติดต่อประสานงาน
ในระหว่างส่วนราชการด้วยกัน
ให้ส่วนราชการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานแต่ละงานและประกาศให้ประชาชนและ
ข้าราชการทราบเป็นการทั่วไป
ส่วนราชการใดมิได้กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานใดและ  ก.พ.ร.
พิจารณาเห็นว่างานนั้น มีลักษณะที่สามารถกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จได้ 
หรือส่วนราชการได้กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จไว้  แต่ ก.พ.ร.
เห็นว่าเป็นระยะเวลาที่ล่าช้าเกินสมควร
ก.พ.ร.จะกำหนดเวลาแล้วเสร็จให้ส่วนราชการนั้นต้องปฏิบัติก็ได้
ให้เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่จะต้องตรวจสอบให้ข้าราชการปฏิบัติงานให้แล้วเสร็จตาม
กำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง
มาตรา๓๘
เมื่อส่วนราชการใดได้รับการติดต่อสอบถามเป็นหนังสือจากประชาชนหรือจากส่วนราชการ
ด้วยกันเกี่ยวกับงานที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการนั้น
ให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการนั้น 
ที่จะต้องตอบคำถามหรือแจ้งการดำเนินการให้ทราบภายในสิบห้าวันหรือภายในกำหนดเวลาที่
กำหนดไว้ตามมาตรา ๓๗
มาตรา๓๙
ให้ส่วนราชการจัดให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่
ประชาชนที่จะสามารถติดต่อสอบถามหรือขอข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการ
ของส่วนราชการ
ระบบเครือข่ายสารสนเทศตามวรรคหนึ่ง 
ต้องจัดทำในระบบเดียวกับที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจัดให้มีขึ้น
ตามมาตรา๔๐
มาตรา๔๐
เพื่ออำนวยความสะดวกและความรวดเร็วแก่ประชาชนในการติดต่อกับส่วนราชการทุกแห่ง
ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจัดให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศกลางขึ้น
ในกรณีที่ส่วนราชการใดไม่อาจจัดให้มีระบบเครือข่ายสานสนเทศของส่วนราชการได้อาจร้องขอ
ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดำเนินการจัดทำระบบเครือข่ายสารสนเทศของ
ส่วนราชการดังกล่าวก็ได้
ในการนี้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจะขอให้ส่วนราชการให้ความช่วยเหลือ
ด้านบุคลากร
ค่าใช้จ่าย  และข้อมูลในการดำเนินการก็ได้
มาตรา๔๑ ในกรณีที่ส่วนราชการได้รับคำร้องเรียน เสนอแนะ 
หรือความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติราชการ  อุปสรรค  ความยุ่งยาก 
หรือปัญหาอื่นใดจากบุคคลใด 
โดยมีข้อมูลและสาระตามสมควรให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการนั้นที่จะต้องพิจารณาดำเนินการ
ให้ลุล่วงไป
และในกรณีที่มีที่อยู่ของบุคคลนั้น
ให้แจ้งให้บุคคลนั้นทราบผลการดำเนินการด้วย  ทั้งนี้ 
อาจแจ้งให้ทราบผ่านทางระบบ  เครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการด้วยก็ได้
ในกรณีการแจ้งผ่านทางระบบเครือข่ายสารสนเทศ
มิให้เปิดเผยชื่อหรือที่อยู่ของผู้ร้องเรียน  เสนอแนะ  หรือแสดงความคิดเห็น
มาตรา๔๒
เพื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความสะดวกรวกเร็ว 
ให้ส่วนราชการที่มีอำนาจออกกฎ  ระเบียบ  ข้อบังคับ  หรือประกาศ 
เพื่อใช้บังคับกับส่วนราชการอื่น  มีหน้าที่ตรวจสอบว่ากฎ  ระเบียบ  ข้อบังคับ
หรือประกาศนั้น  เป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความยุ่งยาก  ซ้ำซ้อน 
หรือความล่าช้า ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการอื่นหรือไม่
เพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมโดยเร็วต่อไป
ในกรณีที่ได้รับการร้องเรียนหรือเสนอแนะจากข้าราชการหรือส่วนราชการอื่นในเรื่องใดให้
ส่วนราชการที่ออกกฎ
ระเบียบ  ข้อบังคับ  หรือประกาศนั้นพิจารณาโดยทันที 
และในกรณีที่เห็นว่าการร้องเรียนหรือเสนอแนะนั้นเกิดจากความเข้าใจผิดหรือความไม่เข้าใจในกฎ
ระเบียบ  ข้อบังคับ 
หรือประกาศให้ชี้แจงให้ผู้ร้องเรียนหรือเสนอแนะทราบภายในสิบห้าวัน
การร้องเรียนหรือเสนอแนะตามวรรคสอง  จะแจ้งผ่าน  ก.พ.ร.  ก็ได้
ในกรณีที่  ก.พ.ร.  เห็นว่า  กฎ ระเบียบ  ข้อบังคับ 
หรือประกาศใดมีลักษณะตามวรรคหนึ่ง  ให้ ก.พ.ร.  แจ้งให้ส่วนราชการที่ออกกฎ 
ระเบียบ  ข้อบังคับ หรือประกาศนั้นทราบเพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไข 
หรือยกเลิก  ต่อไปโดยเร็ว
มาตรา๔๓ การปฏิบัติราชการในเรื่องใด ๆ โดยปกติให้ถือว่าเป็นเรื่องเปิดเผย
เว้นแต่กรณีมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของประเทศ
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ  การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน 
หรือการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล  จึงให้กำหนดเป็นความลับได้เท่าที่จำเป็น
มาตรา๔๔ ส่วนราชการต้องจัดให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายแต่ละปี
รายการเกี่ยวกับการจัดซื้อหรือจัดจ้างที่จะดำเนินการในปีงบประมาณนั้น 
และสัญญาใด ๆ ที่ได้มีการอนุมัติให้จัดซื้อหรือจัดจ้างแล้ว 
ให้ประชาชนสามารถขอดูหรือตรวจสอบได้  ณ สถานที่ทำการของส่วนราชการ
และระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการ  ทั้งนี้
การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต้องไม่ก่อให้เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบหรือความเสียหายแก่
บุคคลใดในการจัดซื้อหรือจัดจ้าง
ในการจัดทำสัญญาจัดซื้อหรือจัดจ้าง 
ห้ามมิให้มีข้อความหรือข้อตกลงห้ามมิให้เปิดเผยข้อความหรือข้อตกลงในสัญญาดังกล่าว
เว้นแต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมาย  กฎ ระเบียบ
หรือข้อบังคับที่เกี่ยวกับการคุ้มครองความลับทางราชการ 
หรือในส่วนที่เป็นความลับทางการค้า
หมวด  ๘
การประเมินผลการปฏิบัติราชการ
มาตรา๔๕ นอกจากการจัดให้มีการประเมินผลตามมาตรา ๙ (๓)  แล้ว
ให้ส่วนราชการจัดให้มีคณะผู้ประเมินอิสระดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วน
ราชการเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ของภารกิจ
คุณภาพการให้บริการ  ความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการ 
ความคุ้มค่าในภารกิจ  ทั้งนี้  ตามหลักเกณฑ์  วิธีการ  และระยะเวลาที่ 
ก.พ.ร.  กำหนด
มาตรา๔๖
ส่วนราชการอาจจัดให้มีการประเมินภาพรวมของผู้บังคับบัญชาแต่ละระดับหรือหน่วยงานใน
ส่วนราชการได้
ทั้งนี้
การประเมินดังกล่าวต้องกระทำเป็นความลับและเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความสามัคคีของ
ข้าราชการ
มาตรา๔๗
ในการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการเพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคล
ให้ส่วนราชการประเมินโดยคำนึงถึงผลการปฏิบัติงานเฉพาะตัวของข้าราชการผู้นั้นในตำแหน่งที่
ปฏิบัติ
ประโยชน์และผลสัมฤทธิ์ที่หน่วยงานที่ข้าราชการผู้นั้นสังกัดได้รับจากการปฏิบัติงานของ
ข้าราชการผู้นั้น
มาตรา๔๘ ในกรณีที่ส่วนราชการได้ดำเนินการให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นไปตามเป้าหมายที่
กำหนด
รวมทั้งเป็นที่พึงพอใจแก่ประชาชน  ให้ ก.พ.ร.
เสนอคณะรัฐมนตรีจัดสรรเงินเพิ่มพิเศษเป็นบำเหน็จความชอบแก่ส่วนราชการหรือให้ส่วนราชการ
ใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายของส่วนราชการนั้น
เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงการปฏิบัติงานของส่วนราชการหรือจัดสรรเป็นรางวัลให้ข้าราชการใน
สังกัด
ทั้งนี้  ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่  ก.พ.ร. 
กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
มาตรา๔๙ เมื่อส่วนราชการใดได้ดำเนินงานไปตามเป้าหมาย 
สามารถเพิ่มผลงานและผลสัมฤทธิ์
โดยไม่เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายและคุ้มค่าต่อภารกิจของรัฐหรือสามารถดำเนินการตามแผนการลด
ค่าใช้จ่ายต่อหน่วยตามหลักเกณฑ์ที่
ก.พ.ร.  กำหนด  ให้ ก.พ.ร. 
เสนอคณะรัฐมนตรีจัดสรรเงินรางวัลการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ส่วนราชการนั้น
หรือให้ส่วนราชการใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายของส่วนราชการนั้น
เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงการปฏิบัติงานของส่วนราชการหรือจัดสรรเป็นรางวัลให้ข้าราชการ
ในสังกัด
ทั้งนี้  ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่  ก.พ.ร. 
กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

หมวด  ๙
บทเบ็ดเตล็ด
มาตรา๕๐
เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ
ก.พ.ร.  โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี 
อาจกำหนดให้ส่วนราชการต้องปฏิบัติการใดนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้
รวมทั้งกำหนดมาตรการอื่นเพิ่มเติมจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๘  และมาตรา ๔๙ 
ก็ได้
มาตรา๕๑
ในกรณีที่พระราชกฤษฎีกานี้กำหนดให้ส่วนราชการต้องจัดทำแผนงานในเรื่องใด
และมีกฎหมายฉบับอื่นกำหนดให้ส่วนราชการต้องจัดทำแผนงานในเรื่องเดียวกันทั้งหมดหรือ
บางส่วนเมื่อส่วนราชการได้จัดทำแผนงานตามกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งแล้วให้ถือว่าส่วนราชการ
นั้นได้จัดทำแผนตามพระราชกฤษฎีกานี้ด้วยแล้ว
มาตรา๕๒
ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามแนวทางของ
พระราชกฤษฎีกานี้โดยอย่างน้อยต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการลดขั้นตอนการปฏิบัติงานและ
การอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชนที่สอดคล้องกับบทบัญญัติ
ในหมวด
๕ และหมวด  ๗
ให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยดูแลและให้ความช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ในการจัดทำหลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่ง
มาตรา๕๓ ให้องค์การมหาชนและรัฐวิสาหกิจ
จัดให้มีหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามแนวทางของพระราชกฤษฎีกานี้
ในกรณีที่  ก.พ.ร.
เห็นว่าองค์การมหาชนหรือรัฐวิสาหกิจใดไม่จัดให้มีหลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่งหรือมีแต่
ไม่สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกานี้
ให้แจ้งรัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลองค์การมหาชน  หรือรัฐวิสาหกิจ 
เพื่อพิจารณาสั่งการให้องค์การมหาชนหรือรัฐวิสาหกิจนั้น 
ดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พันตำรวจโท  ทักษิณ  ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี